"พญานกเงือก"แชมป์ภาคเหนือ

ฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี หรือฟุตบอลชิงแชมป์
ภาคเหนือ ครั้งที่ 4 ที่จ.พิจิตร เมื่อ 9 ก.พ.53 เดินทางมาถึงวันสุดท้ายในนัดชิงชนะเลิศ โดยเป็นการพบกัน
ระหว่าง "นกเงือกพิฆาต" ชัยนาท เอฟซี พบ "ค้างคาวไฟ" สุโขทัย เอฟซี เกมนี้ชัยนาท ขาดกำลังหลักถึงสาม
ราย ทั้งประเวศ หอเจริญ,สดายุ ห่วงญาติ และชัยวุฒิ วัฒนะ หลังสะสมใบเหลืองครบตามโควตา ทำให้ต้องดัน ซาโนโก อาบู บาการ์ จูเนียร์ ขึ้นมายืนเกมรุก , แดนกลางยังมี "ไอ้รถถัง" เสนาะ โล่งสว่าง คุมเกม ส่วนเกมรับ มีตราโอเร แมนฟิง เป็นกำลังหลัก ขณะที่สุโขทัย ยังใช้บริการนักเตะส.พล.สุโขทัย เป็นหลัก นำโดยภูวนนท์ ปิ่นแก้ว,สุเมธี สุกใส รวมทั้งวรวิทย์ โถนทา
เปิดเกมได้ 5 นาที แฟนบอลชัยนาท ที่ขนกันมาเชียร์กว่าร้อยชีวิตได้เฮลั่น เมื่ออภิศักดิ์ ดีดิษฐ์ โยนให้อาบู โหม่คนเดียวโล่งๆ ขยับสกอร์ให้ชัยนาท ขึ้นนำ 1-0 แต่ดีใจได้ไม่ถึงสามนาที แฟนบอลสุโขทัย ได้เฮบ้าง เมื่อ
ภูวนนท์ เก็บบอลได้จากกลางสนามแล้ววางยาวไปหน้าประตู ก่อนที่วรวิทย์ จะถูกตราโอเร เสียบล้มในเขตโทษ ส่งให้สุโขทัย ได้จุดโทษทันที และเป็นอาทิตย์ หล่ายแก้ว สังหารไม่พลาด สกอร์กลายเป็น 1-1
จากนั้นทั้งสองทีมชิงเกมกลางสนามมากขึ้น แต่ชัยนาท ที่ครองบอลมากกว่านิดๆ จนกระทั่งนาทีที่ 35 ชัยนาท ที่บุกมากกว่า มาได้จุดโทษจากจังหวะที่อาบู ถูกเสียบหัวทิ่ม ก่อนเจ้าตัวจะลุกขึ้นมาซัดเองไม่เหลือซาก ส่งให้ชัยนาท ขึ้นนำอีกครั้ง 2-1 และหมดครึ่งแรกด้วยสกอร์นี้
ครึ่งหลังสุโทัย ปรับหมากเดินเกมรุกมากขึ้น ก่อนอาศัยความสดของผู้เล่น ไล่บอลในแดนกลางจนได้ผลในนาทีที่ 65 เมื่อวรวิทย์ ฉกบอลมาได้ก่อนลากเข้าไปซัดระยะ 30 หลา บอลชนเสาเด้งมาเข้าทางพรชัย สังข์ทอง เพื่อร่วมทีมซ้ำไม่พลาด ตามตีเสมอให้สุโขทัย เป็น 2-2
และเพียง 2 นาทีถัดมา แฟนบอล "ค้างคาวไฟ" ได้ตีปีกเมื่อชัยนาท เสียบอลกลางสนามให้วรวิทย์ ลากจี้เกือบเข้าเขตโทษ ก่อนถูกเสนาะ กระแทกล้มลง ส่งให้สุโขทัย ได้ฟรีคิกในระยะ 30 หลา สุเมธี กระหน่ำเต็มข้อบอลชนกำแพงเด้งมาเข้าทางอาทิตย์ โดดแปซ้ำไม่เหลือ ส่งให้สุโขทัย พลิกนำ 3-2 อย่างไม่น่าเชื่อ
ชัยนาท ปูพรมบุกเป็นชุดเพื่อหวังทวงคืน จนกระทั่งนาทีที่ 82 ความพยายามของ "นกเงือกพิฆาต"
สำเร็จผล เมื่อสรศักดิ์ เงินช้าง ที่ลงเป็นตัวสำรองได้โอกาสสับไกยิง แต่บอลปลิ้นเกือบจะหลุดกรอบอยู่แล้ว แต่พัสราวุฒิ รวดทรง อีกหนึ่งตัวสำรองยังไวทายาทตามเข้าไปจิ้มหัวเกือกตุงตาข่ายได้ทันตามตีเสมอให้
ชัยนาท เป็น 3-3 แต่เจ้าตัวต้องมาถูกไล่ออกหลังดีใจเกินเหตุด้วยการถอดเสื้อเลยรับใบเหลืองที่สองเป็นใบแดงไล่ออกจากสนาม
สุโขทัย มีผู้เล่นมากกว่า พยายามเดินเกมกดดัน แต่ดูเหมือนสมาธิในเกมยังไม่นิ่ง พอถึงนาทีที่ 84 ชัยนาท ที่มีผู้เล่นระสบการณ์มากกว่า ตัดบอลได้ก่อนเป็นสรศักดิ์ ที่ลากเข้าไปซัดด้วยอีขวาเต็มข้อ ขยับสกอร์ให้ชัยนาท ขึ้นนำ 4-3 เวลาที่เหลือสุโขทัย พับสนามบุกแต่ทำอะไรไม่ได้ หมดเวลาชัยนาท เอฟซี ชนะสุโขทัย เอฟซี 4-3 คว้าแชมป์ฟุตบอลชิงแชมป์ภาคเหนือ ครั้งที่ 4 ไปครอง พร้อมครองถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี และเงินรางวัลอีก 3 แสนบาท ส่วนสุโขทัย ได้รองแชมป์ รับเงิน 2 แสนบาท
ขณะที่ ผลการชิงันดับ 3 ปรากฏว่า "ขุนพลพระนเรศวร" พิษณุโลก เอฟซี ชนะจุดโทษ "พญาชาละวัน" พิจิตร เอฟซี 5-3 หลังเสมอในเวลา 0-0 รับเงินรางวัล 1 แสนบาท ส่วนพิจิตร เจ้าภาพ รับ 5 หมื่นบาท
ส่วนรางวัลอื่นๆ มีดังนี้
ดาวซัลโว : 3 คน ประกอบด้วยเซียรา จากสิงห์บุรี เอฟซี , ภัทรพงษ์ ขุนสะท้าน จากเพชรบูรณ์ เอฟซี และสดายุ ห่วงญาติจากทีมชัยนาทเอฟซี ได้รับเงินรางวัล คนละ 5,000 บาทพร้อมโล่เกียรติยศ,นักเตะยอดเยี่ยม : เสนาะ โล่งสว่าง จากชัยนาท เอฟซี รับเงินรางวัล 5,000 บาท พร้อมโล่เกียรติยศ,ผู้ฝึกสอนยอดเยี่ยม : ยศ กนกหิรัญปาน จากชัยนาท เอฟซี รับเงินรางวัล 5,000 บาท พร้อมถ้วยเกียรติยศ,ทีมมารยาทยอดเยี่ยม : พิษณุโลก เอฟซี รับเงินรางวัล 5,000บาทพร้อมถ้วยเกียรติยศ